“ฉลากสิ่งแวดล้อม” เป็นกลไกการสื่อสารและบ่งบอกความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้บริโภครับทราบ เป็นฉลากที่มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เป็นข้อมูลที่ทำให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม และสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภคทรัพยากรของตน ในขณะที่ผู้ผลิตก็จะได้รับผลประโยชน์ในแง่กำไร จากการลดต้นทุนที่เกิดจากการลดทรัพยากร พลังงาน และของเสีย ในการผลิตสินค้าหรือให้บริการ โดยฉลากสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO  สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ     

 

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 ( ISO14024)เป็นฉลากที่บ่งบอกความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดโดยองค์กรอิสระที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Third party) โดยจะพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแบบใช้วิธีพิจารณาแบบตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Consideration) ในประเทศไทยมีการออกฉลากประเภทที่ 1 ซึ่งรู้จักกันดีในนาม “ฉลากเขียว” ซึ่งปัจจุบันมีการออกข้อกำหนดผลิตภัณฑ์กว่า 39 ชนิด

 

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 ( ISO14021)เป็นฉลากที่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือ ผู้ส่งออก จะเป็นผู้บ่งบอกความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือแสดงค่าทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตนเอง (Self-declared Environmental Claims)  ซึ่งอาจจะแสดงในรูปของข้อความ หรือสัญลักษณ์ รูปภาพ เช่น การใช้พลังงานอย่างประหยัด การนำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น โดยฉลากนี้ จะไม่มีองค์กรกลางในการดูแล แต่ทางผู้ผลิต จะต้องสามารถหาหลักฐานมาแสดงเมื่อมีคนสอบถาม ดังนั้น ฉลากประเภทนี้ผู้ผลิตสามารถทำการศึกษาหรือประเมินผลได้ด้วยตนเอง

 

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 ( ISO14025)เป็นฉลากที่บ่งบอกถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการแสดงข้อมูลสิ่งแวดล้อมโดยรวม (Environmental information) โดยการใช้เครื่องมือการประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิตของสิ่งแวดล้อม (Life Cycle Assessment) เข้ามาประเมิน ตามมาตรฐาน ISO 14040 โดยฉลากนี้ จะมีหน่วยงานอิสระ หรือองค์กรกลางในการทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนที่จะประกาศลงกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ต่อไป•

 

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1  ของประเทศไทย หรือรู้จักกันในนาม “ฉลากเขียว”เป็นกลไกหลักที่จะส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงประสบปัญหาด้านความหลากหลายของสินค้าและบริการที่ผ่านการรับรองซึ่งยังมีอยู่ไม่มากในตลาด มีกระบวนการดำเนินงานที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว การพัฒนาระบบและกลไกฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อเป็นการสร้างทางเลือก และ ขยายผลในการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  

การจัดทำเกณฑ์ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2ยังสามารถส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยอุตสาหกรรมชุมชนและวิสาหกิจชุมชน ให้มีความสามารถในการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการการผลิต มีองค์ความรู้ในเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปยังผู้บริโภคเพื่อใช้ในการตัดสินใจ ในการเลือกซื้อ เลือกใช้ สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เนื่องด้วยฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2มีแนวทางในการประเมินที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อน และสามารถเข้าใจโดยง่าย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวและมอบหมายให้ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติพัฒนาแนวทางการการจัดทำฉลากประเภทที่ 2 และประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์นำร่องเพื่อเป็นกรณีศึกษาของประเทศไทย อีกทั้งยังมีการฝึกอบรม ให้ความรู้ และส่งเสริมการดำเนินงานของผู้ประกอบการให้สามารถผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านกลไกตลาดสีเขียวซึ่งมีการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ